กัมมจตุกะ

 

            กรณํ    =   กมมํ          แปลว่า           การกระทำ     ชื่อว่า  กรรม

            ธรรมชาติใดที่สัตว์ทั้งหลายพึงกระทำ  ธรมชาตินั้นชื่อว่า  “ กรรม ” 

ได้แก่ เจตนาเจตสิก ที่ประกอบใน อกุศลจิต ๑๒    และ โลกียกุศลจิต ๑๗  เป็นผู้กระทำ

 

ส่วนเจตนาที่ประกอบในโลกุตตรกุศลจิต ๔  หรือมรรคจิต ๔  ไม่ชื่อว่าเป็นกรรม 
เพราะเป็นการกระทำที่ตัดวัฏฏะ  คือตัดความเวียนว่ายตายเกิด

            ส่วนเจตนา ใน วิบากจิต ๓๖  ก็ไม่ชื่อว่ากรรม  เพราะเป็น ผลของกรรม

                    เจตนา ใน กิริยาจิต ๒๐ ก็ไม่ชื่อว่ากรรม เพราะ เป็นกิริยาจิต สักแต่ว่ากระทำ

                                                   ไม่เป็นบุญเป็นบาป ที่ก่อให้เกิดผล

           

ฉะนั้น เจตนาเจตสิกที่ประกอบกับอกุศลจิต ๑๒  และโลกียกุศลจิต ๑๗ เท่านั้นที่เป็นกรรม

 


 

   กิจจตุกะ

               

            กิจจตุกะ        เป็นจตุกะว่าด้วยฐานที่ให้เกิดการงานของกรรม มี   ๔  หน้าที่

                        ๑.  ชนกกรรม                        มีหน้าที่ทำให้วิบากจิต และกรรมชรูปเกิดขึ้น

                        ๒.  อุปถัมภกกรรม               มีหน้าที่ช่วยอุดหนุนกรรมอื่นๆ

                        ๓.  อุปปีฬิกกรรม                 มีหน้าที่เบียดเบียนกรรมอื่นๆ

                        ๔.  อุปฆาตกกรรม               มีหน้าที่ตัดรอนกรรมอื่นๆ

 

 การให้ผลของกรรม

 

๑.    ครุกรรม              คือกรรมที่หนักแน่น  โดยกรรมอื่นไม่สามารถห้ามการให้ผลได้

                                    นอกจากจะเป็นครุกรรมเหมือนกัน และหนักกว่ากันเท่านั้น

           

ครุกรรมมี  ๓  ประเภทคือ

            ๑)  นิยตมิจฉาทิฏฐิกรรม     คือการเห็นผิดเป็นกรรมหนัก

ให้ผลแน่นอนในการจุติ      มี  ๓  อย่างคือ

                                    ก.  นัตถิกทิฏฐิ           เห็นผิดว่า การทำดีทำชั่วย่อมไม่มีผล   (ปฏิเสธผล)

                                    ข.  อเหตุกทิฏฐิ         เห็นผิดว่าสัตว์ทั้งหลายที่กำลังเป็นไปอยู่นี้

มิได้อาศัยเหตุใดๆ   (ปฏิเสธเหตุ)

                                    ค.  อกิริยาทิฏฐิ          เห็นผิดว่าการกระทำต่างๆ ของสัตว์นั้น

                                                                        ไม่สำเร็จเป็นบุญเป็นบาปแต่อย่างใด

                        ๒)  อนันตริยกรรม  ๕  ได้แก่  ฆ่าบิดา – ฆ่ามารดา – ฆ่าพระอรหันต์ –
                               ทำร้ายพระ
พุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต – ทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน  

                        ๓)  มหัคคตกุศลกรรม  เป็นกุศลกรรมหนักที่ทำให้เกิดในพรหมโลก

           

 

๒.    อาสันนกรรม    คือ กรรมที่ได้กระทำในเวลาใกล้จะตาย  หรือการระลึกถึงกรรมใดๆ

                                                ในเวลาใกล้ตาย       

 

๓.    อาจิณณกรรม   คือ กรรมที่ได้กระทำอยู่เสมอๆ    หมายการทำบุญทำบาปที่ตนได้

กระทำอยู่เสมอๆ   และ ระลึกได้เสมอๆ

 

๔.    กฏัตตากรรม     คือ กรรมที่ได้กระทำไปแล้ว เป็นกรรมอย่างสามัญ ไม่เข้าขั้นครุกรรม

                                    อาสันนกรรม  หรือ อาจิณณกรรม  แต่เป็นกรรมเล็กๆ น้อยๆ

         

 

ลำดับการให้ผลของกรรม   ๔

 ๑.  อกุศลเจตนา  ๑๑      เว้น อุทธัจจเจตนา   ให้ได้

                                    อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก  ปฏิสนธิ       ๑

                                                                                       เจตสิก         ๑๐

                                                                                                                   กัมมชรูป      ๒๐

                                                                                       อบายภูมิ         ๔

            *  อกุศลเจตนา    ๑๒ ดวง  ให้ได้   อกุศลวิบากใน ปวัตติกาลได้       

   ๒.  ติเหตุกอุกกัฏฐเจตนา   ๔  ดวง               ให้ได้

                                    มหาวิบากญาณสัมปยุต       ปฏิสนธิ             ๔

                                                                                    เจตสิก            ๓๓

                                                                                                                กัมมชรูป        ๒๐

            *  และได้   กุศลวิบากในปวัตติกาล ๑๖  ใน กามสุคติภูมิ  ๗

   ๓.  ติเหตุกโอมกเจตนา  ๔  และ ทวิเหตุกอุกกัฏฐเจตนา   ๔  ดวง   รวม ๘ ดวง   ให้ได้

มหาวิบากญาณวิปปยุต       ปฏิสนธิ            ๔

                                                                                    เจตสิก          ๓๒

                                                                                                                กัมมชรูป       ๒๐

*และได้  กุศลวิบากในปวัตติกาล ๑๒  (เว้นมหาวิบากญาณสัมปยุต ๔) ใน กามสุคติภูมิ  ๗

 

๔.  ทวิเหตุกโอมกเจตนา  ๔  ให้ได้

                                    อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ปฏิสนธิ            ๑

                                                                                    เจตสิก            ๑๑

                                                                                                                กัมมชรูป       ๒๐

*  และให้ได้   อเหตุกกุศลวิบาก  ๘  ดวงใน ปวัตติกาลที่ มนุษย์ และ เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา

                         (เว้น มหัคคตวิบากจิต ๘  ดวง)

 

๕.  รูปาวจรกุศลเจตนา  ๕  ให้ได้

                                    รูปาวจรวิบาก           ปฏิสนธิ            ๕

                                                                        เจตสิก            ๓๕

                                                                                                กัมมชรูป        ๑๕ (เว้น ฆาน, ชิวหา, กาย,  ภาวรูป ๒)

*  และได้ รูปภูมิ ๑๕  (แต่ถ้าฌานลาภีบุคคลผู้บำเพ็ญปัญจมฌานนั้น บำเพ็ญกัมมฐาน

นามวิราคะ  คือ เบื่อนาม ปรารถนาที่จะให้มีรูปอย่างเดียว    หากฌานนั้นไม่เสื่อม ก็  

สามารถเป็น  “ ชนกกรรม ” ให้ได้ อสัญญีสัตตาอีก ๑ ภูมิ  รวม  ๑๖  ภูมิ)

 

๖.  อรูปาวจรกุศลเจตนา  ๔  ให้ได้

                                    อรูปาวจรวิบาก         ปฏิสนธิ            ๔

                                                                        เจตสิก            ๓๐

*  และได้ อรูปวิบาก ๔  ในปวัตติกาล   ใน อรูปภูมิ ๔

 

ฐานของผลกรรม

 

๑.   อกุศลกรรม                    ได้แก่              อกุศลเจตนา      ๑๒

๒.   กามาวจรกุศลกรรม     ได้แก่              มหากุศลเจตนา    ๘

๓.   รูปาวจรกุศลกรรม        ได้แก่              รูปกุศลเจตนา       ๕

๔.   อรูปาวจรกุศลกรรม     ได้แก่              อรูปกุศลเจตนา    ๔

 


 

อกุศลกรรมบท ๑๐  มี มูล  ๓

 

๑.   โลภะมูล        ให้เกิด          อกุศลกรรมบทได้     ๗

๒.   โทสะมูล      ให้เกิด          อกุศลกรรมบทได้     ๗

๓.   โมหะมูล      ให้เกิด          อกุศลกรรมบทได้    ๑๐

 

 

                                      แจกมูลตามกรรมบท ๑๐

กายกรรม  ๓

            ปาณาติบาต               มี         โทสะ    โมหะ                       เป็นมูล  ๒

            อทินนาทาน              มี         โลภะ     โทสะ    โมหะ       เป็นมูล  ๓

            กาเมสุมิจฉาจาร       มี         โลภะ     โมหะ                      เป็นมูล  ๒

 

วจีกรรม  ๔

            มุสาวาท                     มี         โลภะ     โทสะ    โมหะ       เป็นมูล  ๓

            ปิสุณวาท                   มี         โลภะ     โทสะ    โมหะ       เป็นมูล  ๓

            ผรุสวาท                     มี         โทสะ    โมหะ                     เป็นมูล  ๒

            สัมผัปลาปะ              มี         โลภะ     โทสะ    โมหะ       เป็นมูล  ๓

มโนกรรม  ๓

            อภิชฌา                      มี         โลภะ     โมหะ          เป็นมูล

            พยาบาท                     มี         โทสะ     โมหะ          เป็นมูล

            มิจฉาทิฏฐิ                 มี         โลภะ      โมหะ         เป็นมูล

 


 

ประธานกรรมของอกุศลกรรมบท

 

            ๑.  กายและวจีกรรม  ๗       มี  เจตนา  เป็นประธาน

            ๒.  อภิชฌา                            มี โลภะเหตุ เป็นประธาน

            ๓.  พยาบาท                          มี โทสะเหตุ เป็นประธาน

            ๔.  มิจฉาทิฏฐิ                       มี  ทิฏฐิ  เป็นประธาน

 

โลภะ  เป็นมูลให้มิสสกกรรมบท  ๓  ชนิด คือ

 

            ๑.  โลภะ        เป็นมูลให้      กาเมสุมิจฉาจาร

            ๒. โลภะ        เป็นมูลให้      อภิชฌา

            ๓. โลภะ        เป็นมูลให้      มิจฉาทิฏฐิ

 

โทสะ  เป็นมูลให้มิสสกกรรมบท  ๓  ชนิด คือ

 

            ๑.  โทสะ        เป็นมูลให้      ปาณาติบาต

            ๒. โทสะ        เป็นมูลให้      ผรุสวาท

            ๓. โทสะ        เป็นมูลให้      พยาบาท

 

โลภะ - โทสะ  เป็นมูลให้มิสสกกรรมบท  ๔  ชนิด คือ

 

            ๑.  โลภ - โทสะ        เป็นมูลให้      อทินนาทาน

            ๒. โลภ - โทสะ        เป็นมูลให้      มุสาวาท

            ๓. โลภ - โทสะ         เป็นมูลให้      ปิสุณวาท

            ๔. โลภ - โทสะ         เป็นมูลให้      สัมผัปลาวาท

*  โมหะเหตุ เป็นสาธารณมูลให้แก่ อกุศลกรรมบทได้ทั้ง ๑๐  อย่าง

 

โลภะเป็นมูลให้  ๗  คือ    ๑.    เป็นมูลให้          อทินนาทาน

                                                ๒.   เป็นมูลให้          กาเมสุมิจฉาจาร

                                                ๓.   เป็นมูลให้           มุสาวาท

                                                ๔.   เป็นมูลให้           ปิสุณาวาท

                                                ๕.   เป็นมูลให้           สัมผัปลาปวาท

                                                ๖.    เป็นมูลให้          อภิชฌา

                                                ๗.   เป็นมูลให้           มิจฉาทิฏฐิ

 

 

โทสะเป็นมูลให้  ๗  คือ   ๑.    เป็นมูลให้          ปาณาติบาต

                                                ๒.   เป็นมูลให้          อทินนาทาน

                                                ๓.   เป็นมูลให้           มุสาวาท

                                                ๔.   เป็นมูลให้           ปิสุณาวาท

                                                ๕.   เป็นมูลให้           ผรุสวาท

                                                ๖.    เป็นมูลให้          สัมผัปลาวาท

                                                ๗.   เป็นมูลให้           พยาบาท

 

โมหะ  เป็นมูลให้ทั้ง  ๑๐  คือ     เป็นมูลให้   กายกรรม  ๓

                                                            เป็นมูลให้     วจีกรรม  ๔

                                                            เป็นมูลให้  มโนกรรม  ๓

 

 

ทวารของอกุศลกรรม  ๓  ชนิด

๑.  กายวิญญัติรูป  ๑  

เป็นประตูสำหรับการเดินเข้าออกของ อกุศลเจตนากรรม  ๑๒  ดวง

๒.  วจีวิญญัติรูป  ๑  

เป็นประตูทางวาจาที่เดินเข้าออกของ อกุศลเจตนากรรม  ๑๒  ดวง

๓.  อกุศลจิต  ๑๐  ดวง   (เว้นโมหะมูลจิต ๒)  

เป็นประตูที่เดินเข้าออกของ โลภะ,  โทสะ  และ มิจฉาทิฏฐิ

 

รวม  ๓  ทวาร