2.4 มหาสติปัฏฐานสูตร : แนวคิดและการอธิบาย
จิตใต้สำนึกของทุกชีวิตรักที่จะมีความสุขและรังเกียจสิ่งที่ทำให้ชีวิตเดือดร้อน แต่ความฝังใจและความเชื่อของแต่ละชีวิตไม่เหมือนกัน ใครมีความเชื่อ มีเงื่อนไขของความสุขอย่างไร ฝังใจสิ่งใดไว้ก็จะแสดงออกไปตามสิ่งที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง และตำหนิพฤติกรรมของผู้อื่นที่ไม่เหมือนของตน ปลูกฝังเป็นความสันทัดที่ติดตัวมาจากอดีตอย่างไม่มีใครคาดคิด
จิตใต้สำนึกร่วมเช่นนี้มีที่มาและความเป็นไปอย่างไร ยากที่จะมีผู้เข้าใจและยอมรับในเหตุผลอันลึกซึ้งนั้น ต้องอาศัยพระสัพพัญญุตาญาณของพระพุทธองค์ ตรัสรู้เข้าไปถึงความเกี่ยวโยงอันเร้นลับของความรักชีวิตในระดับจิตใต้สำนึกดังกล่าวจึงมีการรู้ตาม ปฏิบัติตาม จนสำเร็จผลเช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงทำสำเร็จไปแล้ว
วิธีการของสติและเหตุผลต่าง ๆ ของปัญญาได้รับการค้นคว้า พิสูจน์ ทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งโดยกลุ่มผู้ยังเป็นปุถุชนและท่านผู้เป็นพระอริยะ และพบว่าสัจจธรรมย่อมเป็นสัจจธรรมอยู่ในตัวเองที่ไม่อาจปฏิเสธได้ จะมีใครยอมรับหรือไม่ก็ตาม แต่สัจจธรรมจากไตรลักษณ์ไม่เคยวิปริตผันแปรไปเพราะกาลเวลา สถานที่ หรือบุคคล ลำนำชีวิตแห่งอริยสัจจ์ดังกล่าว ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อมาจากอดีต โดยมุขปาฐะสู่คัมภีร์ทางศาสนา
คัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นแหล่งบันทึกประสบการณ์ และสิ่งที่เป็นความรู้สึกร่วมของมนุษยชาติ บันทึกประสบการณ์ร่วมจากพระคัมภีร์ เป็นสิ่งยืนยันถึงผลสำเร็จดังกล่าว แม้จะผ่านมาเป็นเวลามากกว่า 2,500 ปีแล้วก็ตาม ปัจจุบันถ้าผู้ใดปฏิบัติถูกทางก็จะได้รับผลเช่นเดียวกัน นับแต่ครั้งพุทธกาลมา หนทางที่ได้รับการยกย่องและพระพุทธองค์ก็ทรงยืนยันว่าสามารถนำชีวิตไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ ก็คือ สติปัฏฐานเท่านั้น คำสอนทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ ส่วนหนึ่งที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมยอมรับจากพุทธศาสนิกชนแทบทุกชาติ ทุกภาษา มาจนทุกวันนี้ ได้แก่ มหาสติปัฏฐานสูตรนั่นเอง
ในมหาสติปัฏฐานสูตรพระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
“หนทางที่เป็นไปอันเอกเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ เพื่อก้าวล่วงความโศก ความคร่ำครวญ เพื่อให้ความทุกข์กายทุกข์ใจตั้งอยู่ไม่ได้ เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน คือ การตั้งสติ 4อย่าง ได้แก่
1. การตั้งสติพิจารณากายได้แก่ องค์ประกอบของร่างกาย อิริยาบถการเคลื่อนไหว
2. การตั้งสติพิจารณาเวทนา ได้แก่ ความรู้สึกขณะกระทบอารมณ์
3. การตั้งสติพิจารณาจิต ได้แก่ ผู้รู้อารมณ์และความเป็นไปของจิตที่รู้อารมณ์
4. การตั้งสติพิจารณาธรรม ได้แก่ สภาวธรรมต่าง ๆ ของกาย เวทนา จิต ในส่วนย่อยเทียบกับสภาวธรรม ได้แก่ กาย
เวทนา และจิตในส่วนใหญ่
การตั้งสติบนลักษณะพื้นฐาน 4 อย่างนี้ จัดเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ บรรลุ
อรหัตตผลในปัจจุบัน ถ้ายังมีเชื้อเหลือก็จะได้บรรลุความเป็นพระอนาคามี (ผู้ไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีก) ภายใน 7 ปี หรือลดลงมาโดยลำดับถึงภายใน 7 วัน”
(ที.มหาวัค. 10)
ในมหาสติปัฏฐานสูตร แบ่งหัวข้อการพิจารณาที่ต่างกัน มี 13 หัวข้อ แยกตามอารมณ์ได้ 21 ชนิด คือ
| | | |
| 1. | ลมหายใจ | 1 |
| 2. | อิริยาบถ | 1 |
| 3. | สัมปชัญญะ | 1 |
| 4. | ปฏิกูลมนสิการ | 1 |
| 5. | ธาตุววัฏฐานะ | 1 |
| 6. | ซากศพในลักษณะต่าง ๆ 9 อย่าง | 9 |
| 7. | เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ทั้ง 9 อย่าง) | 1 |
| 8. | จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ทั้ง 16 อย่าง) | 1 |
| 9. | นิวรณ์ 5 | 1 |
| 10 | ขันธ์ 5 | 1 |
| 11. | อายตนะ 12 | 1 |
| 12 | โพชฌงค์ 7 | 1 |
| 13. | อริยสัจจ์ 4 | 1 |
| | | |
ตารางที่ 1 แสดงสติปัฏฐาน 4 แยกตามอารมณ์
ตารางที่ 2 แสดงหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
|
หมวดกรรมฐาน | ฐานที่ตั้งแห่งการสังเกต (สังเกตอะไรบ้าง) | วิธีการสังเกต (สังเกตอย่างไร) | ||
| 1.
2.
3.
4. | ลมหายใจ
อิริยาบถ
สัมปชัญญะ
ปฏิกูลมนสิการ | 1. 2. 3. 4.
1. 3.
-
-
| ลักษณะลมหายใจเข้า ลักษณะลมหายใจออก การหายใจเข้านั้น สั้น/ยาว การหายใจออกนั้น สั้น/ยาว รู้ในอาการที่กำลัง ยืน 2. เดิน นั่ง 4. นอน รู้ในอริยบถย่อยของ ท่าทาง : การก้าวไป ถอยกลับ ศีรษะ : การเหลียวซ้ายแลขวา หน้าตา : การกิน การพูด นิ่ง แขนขา ลำตัว : เหยียดคู้ ก้มเงย เดิน ยืน นั่ง นอน การขับถ่าย : อุจจาระ ปัสสาวะ ขณะใช้สอย : บาตร จีวร เครื่องนุ่งห่ม พิจารณาร่างกายเป็นเพียงธาตุ 4 (ไม่ใช่คน/สัตว์) อวัยวะภายนอก ผม ขน เล็ก ฟัน หนัง อวัยวะภายใน มันสมอง หัวใจ ปอด ตับ ไต ลำไส้ ฯลฯ น้ำที่แทรกตามอวัยวะต่าง ๆ น้ำเลือด น้ำดี น้ำหนอง ฯลฯ | การกำหนดตาม เมื่อจิตประกอบไปด้วยสติกับสัมปชัญญะบริสุทธิ์น้อมไปกำหนดตามฐานทั้ง 4 คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ทำให้เกิดความรู้สึกตามความเป็นจริงได้ จะต้องเข้าใจว่าการกำหนดตามนั้นต้องถือหลักว่ากำหนดตามอาการหนึ่งอาการใดในอาการทั้งหมดที่ปรากฏอยู่เสมอไปทีละอาการ มีอยู่ 3 อย่าง คือ 1. กำหนดตามฐานที่เป็นภายใน 2. กำหนดตามฐานที่เป็นภายนอก 3. กำหนดเทียบกันทั้งภายในและภายนอก สกนธ์กายของเราเรียกว่า ภายใน ในตัวเรานี้เรียกว่าภายใน ส่วนตัวผู้อื่นเรียกว่า ภายนอก เมื่อกำหนดฐานทั้ง 4 คือ กาย เวทนา จิต ธรรม แต่ละอย่าง ๆ ที่มีอยู่ในกายตัวเองและผู้อื่น กำหนดเทียบกันทั้งภายในและภายนอก ครั้งเมื่อกำหนดได้ 2 ลักษณะ คือ เงื่อน 2 อันนี้ได้บริสุทธิ์ดี ก็ให้เอาใจน้อมเอาฐานเหล่านั้นที่ปรากฏ ในตนและผู้อื่นมาเทียบเคียงกัน ดูจนรู้ประจักษ์แน่ชัดว่ามีความเป็นไปอย่างเดียวกัน โดยเงื่อนเหล่านี้ประชุมลงใน |
แสดงหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ต่อ)
|
หมวดกรรมฐาน | ฐานที่ตั้งแห่งการสังเกต (สังเกตอะไรบ้าง) | วิธีการสังเกต (สังเกตอย่างไร) | ||
| 5.
| ธาตุววัฏฐานะ
|
1.
2.
3.
4.
1 3. 4. 5. 6. 7.
| พิจารณาร่างกายเป็นเพียงธาตุ 4 (ไม่ใช่คน/สัตว์) ธาตุดิน ส่วนของร่างกายที่จับต้องได้ อวัยวะทั้งภายนอก/ภายใน ตั้งแต่ผิวหนังจนถึงกระดูก ธาตุน้ำ ที่ช่วยยึดโยงหล่อเลี้ยงอวัยวะเหล่านั้น ธาตุไฟ ความเย็น ความร้อนในร่างกายการเผาผลาญอาหาร ธาตุลม ที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหว โยกคลอนได้ ศพที่เขียว อืด พอง น้ำหนองไหล ศพนั้นเป็นอาหารของสัตว์ต่าง ๆ หนอน แมลง แร้ง ฯลฯ โครงกระดูกที่ยังมีเนื้อ มีเลือด มีเอ็น โครงกระดูกที่ไม่มี เนื้อ มีเลือด มีเอ็น โครงกระดูกที่ไม่มีเนื้อ ไม่มีเลือด มีเอ็น โครงกระดูกที่ไม่มีเนื้อ ไม่มีเลือด ไม่มีเอ็น โครงกระดูกที่กระจัดกระจาย เป็นท่อนวางเคลื่อนอยู่ | ลักษณะ 3 คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจัง-ไม่เที่ยง ทุกขัง-เป็นทุกข์ อนัตตา-ไม่ใช่ตัวตน จึงได้ชื่อว่ากำหนดเห็นทั้งภายในและภายนอกได้ นี่คือ การกำหนดตาม คือ ตามอาการและตามฐานต่าง ๆ เมื่อกำหนดตามได้แล้วก็เป็นการกำหนดที่ถูกต้องขึ้นมา ดังนั้น การกำหนดที่ถูกต้องจะมีลักษณะ คือ 1. มีสติกำหนดรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่หรือไม่ 2. ความรู้นั้นสักแต่ว่าเป็นความรู้ อย่าไปไหวตามความรู้หรือไหวตามสิ่งใดทั้งสิ้น 3. สติก็สักแต่ว่าเป็นสติ เป็นขณะ และทุกขณะ อย่าหลงฟั่นเฟือนตามอาการของทุกสิ่งทุกอย่าง 4. ระวังใจมิให้อาศัยติดอยู่ในสิ่งเหล่านั้น 5. ไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่น ว่าทั้งหมดเป็นเรา เป็นของของเรา หลักธรรมทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นหลักใหญ่และสำคัญมากสำหรับผู้เจริญตามหลักสติปัฏฐาน 4 หลักของความจริงที่จะต้องค้นคว้าให้ประจักษ์มีอยู่เพียง 3 ประการเท่านั้น คือ
|
แสดงหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ต่อ)
|
หมวดกรรมฐาน | ฐานที่ตั้งแห่งการสังเกต (สังเกตอะไรบ้าง) | วิธีการสังเกต (สังเกตอย่างไร) | ||
|
6. |
ป่าช้า ฯ |
8.
9. ... |
โครงกระดูกที่แต่ละท่อนถูกทิ้ง กองไว้ด้วยกันมากกว่า 1 ปี โครงกระดูกที่ ผุ เปื่อย ป่นเป็นผง แม้โดยอาการอย่างใด ภิกษุนั้นนำเอากายนี้เข้าไปเปรียบว่า ถึงแม้กายนี้แล |
สพฺเพ สงฺขารา อนิจจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
การที่จะเกิดมีวิปัสสนาก็ตรงที่ได้เห็นว่า สังขารทั้งหมดไม่เที่ยง สังขารทั้งหมดเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา กิจสำคัญอย่างยิ่งของการค้นคว้าก็คือ จะต้องมีความเพียร มีสติ และมีปัญญา จึงจะสามารถเข้าใจลักษณะ 3 ประการได้ชัดเจน กาย เป็นส่วนที่จะต้องถูกค้นคว้าก่อนฐานใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นส่วนที่หยาบ ปกปิดส่วนละเอียดเอาไว้ มีสติดูกายเพื่อจะให้เห็นว่าความไม่เที่ยงนั้นอยู่ที่กาย เมื่อความไม่เที่ยงเกิดขึ้นก็เกิดความทุกข์อยู่ที่กาย และกายของเราตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า นับตั้งแต่อวัยวะภายนอกและอวัยวะภายในไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ในหัวข้อคำว่า “กาย” ตัวเดียวก็มี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้ สักแต่ว่าเกิดขึ้นตามกรรมชรูปจากเหตุปัจจัยเดิม เราไม่มีทางเดินแห่งการพ้นทุกข์จึงมีการเกิด การเกิดต้องมีรูปกาย พึงกำหนดใจ ไม่มีเรา ไม่มีของของเรา เพราะในที่สุดก็ถูกทำลายไป
|
ตารางที่ 3 แสดงหมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
|
หมวดกรรมฐาน | ฐานที่ตั้งแห่งการสังเกต (สังเกตอะไรบ้าง) | วิธีการสังเกต (สังเกตอย่างไร) | ||
| 7. | ความรู้สึก (เวทนา) |
1. 2.
3.
4. 5.
6.
7. 8.
9. | สังเกตความรู้สึกที่เกิดกับร่างกายมี 9 ความรู้สึก คือ สุขเวทนา (ความพอใจ) สุขเวทนา มีอามิส (อาศัยกามคุณอารมณ์) สุขเวทนา ไม่มีอามิส (การสละกามคุณได้) ทุกขเวทนา (ความบีบคั้งดิ้นรน) ทุกขเวทนา ที่มีอามิส (อาศัยกามคุณอารมณ์) ทุกขเวทนา ไม่มีอามิส (เสียใจที่สละกามคุณไม่ได้) อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์) อทุกขมสุขเวทนา มีอามิส (อาศัยกามคุณ)
| |